บทความ

คู่มือออกแบบชิ้นงานสำหรับ 3D Printing (DFAM Guidelines)

แผนผังแสดงความหนาของผนังแบบ Supported Wall สำหรับ 3D Printing

การผลิตชิ้นงานด้วย 3D Printing ไม่ได้จบเพียงแค่การขึ้นรูปไฟล์ 3D CAD แล้วส่งเข้าเครื่องพิมพ์ แต่การออกแบบให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและคุณสมบัติของวัสดุ (Design for Additive Manufacturing: DFAM) คือหัวใจสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อความแม่นยำ ความแข็งแรง ผิวสัมผัส และต้นทุนการผลิต

ที่ 3DQuickPart เราให้บริการพิมพ์ชิ้นงาน 3 มิติระดับอุตสาหกรรมด้วยเครื่อง Formlabs Form 4L (SLA) และ Fuse 1+ 30W (SLS) คู่มือฉบับนี้จะสรุปกฎเหล็กและแนวทาง DFAM สำคัญ เพื่อช่วยให้วิศวกรและนักออกแบบเตรียมโมเดลได้อย่างถูกต้อง ลดโอกาสงานเสีย และได้ชิ้นงานที่นำไปใช้งานได้จริง

DFAM คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

DFAM (Design for Additive Manufacturing) คือระเบียบวิธีคิดในการออกแบบชิ้นส่วนให้สอดรับกับข้อจำกัดและดึงศักยภาพสูงสุดของกระบวนการพิมพ์ 3 มิติมาใช้ แทนที่จะคิดเพียงรูปร่างภายนอกแบบงานแมชชีนนิ่งหรือฉีดพลาสติกทั่วไป นักออกแบบต้องคำนึงถึงปัจจัยเฉพาะ เช่น ทิศทางการพิมพ์ (Orientation), การรองรับแรงโน้มถ่วง, การค้างของเรซินเหลวหรือผงไนลอน และระยะเผื่อการหดตัวทางความร้อน

การวางแผน DFAM ที่รอบคอบตั้งแต่ขั้นตอน CAD จะช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโครงสร้างค้ำยัน (Support Structure) ป้องกันปัญหาชิ้นงานบิดงอ และประหยัดเวลาในการเก็บผิวขั้นตอนสุดท้าย (Post-processing) ได้อย่างมหาศาล

เลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับโจทย์: SLA vs SLS

ก่อนลงมือออกแบบ สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือการเลือกกระบวนการพิมพ์ที่ตอบสนองฟังก์ชันของชิ้นงานได้อย่างแม่นยำ

หัวข้อ

SLA (Stereolithography)

SLS (Selective Laser Sintering)

จุดเด่นหลัก

รายละเอียดคมชัดสูง ผิวเรียบเนียนระดับโมเดลแม่พิมพ์

แข็งแรงเชิงวิศวกรรม รับแรงกระแทก ทนความร้อนสูง

โครงสร้างค้ำยัน

จำเป็นต้องใช้ Support Structures

ไม่ต้องมี Support (ผงไนลอนทำหน้าที่พยุงชิ้นงาน)

ความหนาผนังขั้นต่ำ

บางได้ถึง 0.2 mm

แนะนำ 0.6 – 0.8 mm ขึ้นไป

การประกอบชิ้นส่วน

ผิวเรียบ เหมาะกับชิ้นส่วนประกบแนบสนิท

เหมาะกับ Moving Mechanism และ Print-in-Place

การกลวงชิ้นงาน

ต้องเจาะ Drain Hole เพื่อระบายเรซินเหลว

ต้องมี Powder Escape Hole เพื่อนำผงไนลอนออก

การประยุกต์ใช้งาน

Visual Prototype, Housing, Jig ละเอียด, Master Mold

End-use Parts, Functional Prototype, สลักข้อต่อ, Snap-fit

8 กฎเหล็กในการออกแบบชิ้นงาน 3D Printing

1. กำหนดความหนาผนังให้เหมาะสม (Wall Thickness)

ความหนาของผนังเป็นตัวแปรชี้ขาดทั้งความแข็งแรงเชิงกลและความสำเร็จในการพิมพ์ หากผนังบางเกินไป ชิ้นงานอาจแตกร้าวขณะแกะ Support หรือเสียรูประหว่างล้างทำความสะอาด

แผนผังแสดงความหนาของผนังแบบ Supported Wall สำหรับ 3D Printingแผนผังแสดงความหนาของผนังแบบ Unsupported Wall สำหรับ 3D Printing

ซ้าย: ผนังแบบมีจุดยึดรองรับ (Supported Wall) ขวา: ผนังแบบปลายเปิดอิสระ (Unsupported Wall)

สำหรับเทคโนโลยี SLA (Formlabs Form 4L) สเปกขั้นต่ำสุดของผนังอยู่ที่ 0.2 mm ทั้งแบบ Supported และ Unsupported แต่ในเชิงปฏิบัติเพื่อความแข็งแรงและการหยิบจับ ควรออกแบบผนังหนาอย่างน้อย 0.8 ถึง 1.5 mm

สำหรับเทคโนโลยี SLS (Fuse 1+ วัสดุ Nylon 12) ผนังแนวตั้งควรหนาอย่างน้อย 0.6 mm และผนังแนวนอนหนาอย่างน้อย 0.3 mm สำหรับชิ้นงานโครงสร้างที่ต้องรับแรงจริง แนะนำความหนาตั้งแต่ 1.0 ถึง 2.0 mm เพื่อป้องกันการบิดงอจากความร้อนสะสม

2. ควบคุมระยะยื่นและมุมลาดเอียง (Overhangs & Angles)

ในระบบ SLA พื้นผิวชิ้นงานที่เอียงลาดต่ำกว่าระนาบที่กำหนดจำเป็นต้องมี Support มารองรับ มิฉะนั้นเนื้อเรซินจะหย่อนคล้อยขณะฉายแสง

ไดอะแกรมแสดงระยะยื่น Overhang ของชิ้นงาน 3D Printingไดอะแกรมแสดงมุมลาดเอียง Overhang Angle จากแนวระดับ

ซ้าย: ระยะยื่นระนาบแนวนอน (Overhang Distance) ขวา: มุมลาดเอียงวัดจากระนาบแนวนอน (Overhang Angle)

สำหรับ Form 4 ระยะยื่นแนวนอนที่ไม่ใช้ Support (Unsupported Overhang) ทำได้สูงสุด 5.0 mm และมุมลาดเอียงขั้นต่ำโดยไม่ต้องมี Support อยู่ที่ 10° จากแนวราบ อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ออกแบบมุมลาดเอียงตั้งแต่ 45° ขึ้นไป หรือใส่ Chamfer และ Fillet เพื่อให้เนื้อชิ้นงานเชื่อมต่อกันอย่างมั่นคง

ในระบบ SLS ปัญหามุม Overhang แทบไม่ส่งผลกระทบโดยตรง เนื่องจากผงไนลอนที่ยังไม่ถูกหลอมละลายจะทำหน้าที่รองรับเลเยอร์ถัดไปโดยอัตโนมัติ ทำให้พิมพ์รูปทรงที่ซับซ้อนได้อย่างอิสระ

3. กำหนดขนาดรูเจาะและช่องภายใน (Holes & Channels)

รูเจาะที่มีขนาดเล็กเกินไปมักเกิดปัญหาตันจากแรงตึงผิวของเรซินเหลว หรือเศษผงไนลอนอัดแน่นจนเป่าไม่ออก

ไดอะแกรมแสดงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรูเจาะขั้นต่ำสำหรับ 3D Printing

สำหรับ SLA Form 4 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรูเจาะขั้นต่ำทั้งแกน X, Y และ Z คือ 0.5 mm เพื่อป้องกันเรซินแข็งตัวปิดรู

สำหรับ SLS Fuse 1+ รูเจาะและช่องทางเดินอากาศภายในควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 1.0 mm เพื่อให้สามารถใช้ปืนลมเป่าผงไนลอนที่ค้างอยู่ออกได้หมดจด

หากต้องการออกแบบรูสำหรับใส่น็อต สกรู หรือ Dowel Pin ควรเผื่อระยะ Clearance เพิ่มจากขนาดจริง 0.2 ถึง 0.4 mm เช่น รูน็อต M5 ควรเจาะขนาด 5.2 ถึง 5.4 mm

4. เผื่อระยะห่างสำหรับชิ้นส่วนประกบ (Clearance & Tolerances)

สำหรับชิ้นงานที่ต้องนำมาประกอบกัน หรือกลไกแบบ Print-in-Place (พิมพ์ประกอบพร้อมขยับได้ทันที) ต้องมีระยะห่างที่แม่นยำเพื่อป้องกันชิ้นงานหลอมติดกัน

ไดอะแกรมแสดงระยะ Clearance ระหว่างฟันเกียร์และชิ้นส่วนกลไก

สำหรับ SLA งานประกอบชิ้นส่วนควรมีระยะ Clearance ระหว่างผิวสัมผัสอย่างน้อย 0.4 mm เพื่อให้ขยับได้ราบรื่นและไม่เกิดการติดขัด

สำหรับ SLS กลไกข้อต่อหรือฟันเกียร์ในตัว ควรเผื่อระยะ 0.3 mm สำหรับพื้นที่ผิวขนาดเล็ก (< 20 ตารางมิลลิเมตร) และ 0.6 mm ขึ้นไปสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อเปิดช่องให้ผงไนลอนไหลออกได้อย่างอิสระ

5. เจาะรูระบายของเหลวและผงวัสดุ (Drain Holes & Powder Escape)

การคว้านกลวง (Hollowing) ช่วยลดปริมาณเนื้อวัสดุ น้ำหนัก และลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากไม่มีรูระบายจะสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชิ้นงาน

ไดอะแกรมแสดงตำแหน่งรูระบาย Drain Hole ในช่องกลวงของชิ้นงาน

ในงาน SLA โพรงปิดจะทำหน้าที่คล้ายถ้วยดูดสุญญากาศ (Suction Cup) ซึ่งอาจทำให้ผนังชิ้นงานฉีกขาดขณะพิมพ์ ต้องเจาะรู Drain Hole ขนาดอย่างน้อย 0.75 mm (แนะนำ 2.0 – 3.0 mm) อย่างน้อย 2 จุดที่ปลายคนละด้าน เพื่อให้อากาศถ่ายเทและเรซินไหลออกได้สะดวก

ในงาน SLS โพรงกลวงที่ปิดสนิทจะกักผงไนลอนดิบไว้ข้างใน ต้องออกแบบ Powder Escape Hole เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3.5 mm อย่างน้อย 2 รู เพื่อให้สามารถนำผงแป้งกลับมาหมุนเวียนใช้งานและลดน้ำหนักชิ้นงานจริง

6. ขนาดตัวอักษรและรายละเอียดขนาดเล็ก (Embossed & Engraved Details)

ลวดลาย เส้นลาย หรือตัวอักษรบนผิวชิ้นงานต้องสอดคล้องกับขนาดลำแสงเลเซอร์และความละเอียดในการฉายแสง

ลักษณะดีเทล

SLA (Formlabs Form 4)

SLS (Fuse 1+ Nylon 12)

ตัวนูน (Embossed)

สูง ≥ 0.10 mm, หนา ≥ 0.10 mm

สูง ≥ 0.15 mm, หนา ≥ 0.35 mm

ตัวจม (Engraved)

ลึก ≥ 0.15 mm, กว้าง ≥ 0.15 mm

ลึก ≥ 0.10 mm, กว้าง ≥ 0.30 mm

ขนาดฟอนต์ขั้นต่ำ

ความสูงตัวอักษร ≥ 1.5 mm

ความสูงตัวอักษร ≥ 3.0 mm (Sans-serif)

7. คำนึงถึงขั้นตอนการล้างและเก็บผิว (Post-Processing)

การออกแบบที่ดีต้องเอื้อต่อการทำความสะอาดหลังพิมพ์เสร็จ สำหรับชิ้นงาน SLA ควรกำหนดทิศทางให้จุดสัมผัสของ Support อยู่ในตำแหน่งผิวที่ไม่เน้นความสวยงาม เช่น ด้านล่างหรือด้านใน เพื่อลดรอยตำหนิจากการขัดผิว ส่วนชิ้นงาน SLS ควรตรวจสอบให้มั่นใจว่าแนวโพรงลึกสามารถเข้าถึงได้ด้วยปืนลมหรือตู้พ่นทราย (Media Blaster)

8. กำหนดทิศทางการจัดวางชิ้นงาน (Part Orientation)

ทิศทางการวางโมเดลบนแท่นพิมพ์มีผลต่อความแข็งแรงตามแนวแกน Z รอยเลเยอร์ และเวลาในการพิมพ์ การเอียงชิ้นงาน 15° ถึง 45° แทนการวางแนวระนาบราบตรง จะช่วยลดแรงดึง Peel Force ในงาน SLA และลดรอยขั้นบันได (Stair-stepping) ทำให้พื้นผิวโค้งมนดูเนียนตาขึ้นอย่างชัดเจน

Checklist ตรวจสอบไฟล์ CAD ก่อนส่งพิมพ์ 3D Printing

  • ความสมบูรณ์ของโครงสร้าง: ไฟล์โมเดลเป็น Solid ชนิด Watertight (Non-manifold) ไม่มีผิวเปิดหรือรูรั่ว

  • ความหนาผนัง: ทุกจุดมีความหนาไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ความปลอดภัยของกระบวนการที่เลือก

  • ช่องระบาย: ชิ้นงานที่กลวงมีรู Drain Hole หรือ Powder Escape Hole ครบทั้ง 2 ด้าน

  • ระยะประกบ: เผื่อค่า Clearance ระหว่างชิ้นส่วนขยับได้อย่างเหมาะสม

  • ผิวสำคัญ: กำหนดทิศทางการวางโมเดลเพื่อหลีกเลี่ยงการติด Support บนพื้นผิวฟังก์ชัน

ประเมินความพร้อมและสั่งพิมพ์ผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที

ไม่ต้องกังวลเรื่องการคำนวณค่าเผื่อเพียงลำพัง คุณสามารถอัปโหลดไฟล์ STL หรือ STEP เข้าสู่ระบบประเมินราคาอัตโนมัติได้ที่ 3DQuickPart Instant Quotation เพื่อเช็กขนาดชิ้นงาน เลือกวัสดุเรซิน SLA หรือผงไนลอน SLS พร้อมรับคำแนะนำเชิงเทคนิคจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญได้ตลอด 24 ชั่วโมง